Cute Blinking Blue Cat

วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2557

finger mouse 1200dpi

finger mouse 1200dpi



Finger mouse เม้าส์นิ้วมือ เพียงแค่ใส่ไว้ที่นิ้ว แล้วบังคับด้วยนิ้วโป้ง ใช้งานง่ายสะดวก อาจจะรู้สึกแปลกในช่วงแรก เมื่อใช้คล่องแล้วจะรู้สึกติดใจ เหมาะทุกสถานที่ไม่ว่า จะมีพื้นที่น้อยคุณก็สามารถเล่นได้โดยไม่ต้องใช้แผ่น รองเม้าส์ เสียบกับคอมพิวเตอร์และสามารถเล่นได้ทันที

มี 2 สีให้เลือก 1.สีดำ 2.สีเหลือง

Features:

USB interface, Plug-and-Play, no installation needed.
No mouse pad is required, just slide on any surface.
Ergonomical design - reduce fatigue effectively
Real hardware resolution 1200dpi - better buy for professional designers and game fans.
Standard 3 buttons - left key, right key, scroll button included
Digital encoder technology, operate precisely, prevent faulty movement effectively
Textile coating cable (not rubber coating) - enhance free and easy movement

Specifications:


Operation voltage: DC 5V
Button dynamics pressure: 60g+/-5g
Dimension: approx. 60 x 30 x 25 mm
Compatible with MS Windows 98/2000/me/XP/Vista /Mac OS 9 and above



วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์

ความหมายคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์ คือ เครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการทำงานแบบอัตโนมัติ ทำหน้าที่เหมือนสมอซับงกล สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งที่ง่ายและซับซ้อนตามคำสั่งของโปรแกรม มาจากภาษาละตินว่า Computare ซึ่งหมายถึง การนับ หรือ การคำนวณ

คอมพิวเตอร์มีกี่ยุค อะไรบ้าง

คอมพิวเตอร์ยุคที่ 1
อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2488 ถึง พ.ศ. 2501 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้หลอดสุญญากาศซึ่งใช้กำลังไฟฟ้าสูง จึงมีปัญหาเรื่องความร้อนและไส้หลอดขาดบ่อย ถึงแม้จะมีระบบระบายความร้อนที่ดีมาก การสั่งงานใช้ภาษาเครื่องซึ่งเป็นรหัสตัวเลขที่ยุ่งยากซับซ้อน เครื่องคอมพิวเตอร์ของยุคนี้มีขนาดใหญ่โต เช่น มาร์ค วัน (MARK I), อีนิแอค (ENIAC), ยูนิแวค (UNIVAC)









คอมพิวเตอร์ยุคที่ 2
คอมพิวเตอร์ยุคที่สอง อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2502 ถึง พ.ศ. 2506 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทรานซิสเตอร์ โดยมีแกนเฟอร์ไรท์เป็นหน่วยความจำ มีอุปกรณ์เก็บข้อมูลสำรองในรูปของสื่อบันทึกแม่เหล็ก เช่น จานแม่เหล็ก ส่วนทางด้านซอฟต์แวร์ก็มีการพัฒนาดีขึ้น โดยสามารถเขียนโปรแกรมด้วยภาษาระดับสูงซึ่งเป็นภาษาที่เขียนเป็นประโยคที่คนสามารถเข้าใจได้ เช่น ภาษาฟอร์แทน ภาษาโคบอล เป็นต้น ภาษาระดับสูงนี้ได้มีการพัฒนาและใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน

คอมพิวเตอร์ยุคที่ 3
คอมพิวเตอร์ยุคที่สาม อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2507 ถึง พ.ศ. 2512 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจรรวม (Integrated Circuit : IC) โดยวงจรรวมแต่ละตัวจะมีทรานซิสเตอร์บรรจุอยู่ภายในมากมายทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์จะออกแบบซับซ้อนมากขึ้น และสามารถสร้างเป็นโปรแกรมย่อย ๆ ในการกำหนดชุดคำสั่งต่าง ๆ ทางด้านซอฟต์แวร์ก็มีระบบควบคุมที่มีความสามารถสูงทั้งในรูประบบแบ่งเวลาการทำงานให้กับงานหลาย ๆ อย่าง




คอมพิวเตอร์ยุคที่ 4
คอมพิวเตอร์ยุคที่สี่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 จนถึงปัจจุบัน เป็นยุคของคอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจรรวมความจุสูงมาก(Very Large Scale Integration : VLSI) เช่น ไมโครโพรเซสเซอร์ที่บรรจุทรานซิสเตอร์นับหมื่นนับแสนตัว ทำให้ขนาดเครื่องคอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลงสามารถตั้งบนโต๊ะในสำนักงานหรือพกพาเหมือนกระเป๋าหิ้วไปในที่ต่าง ๆ ได้ ขณะเดียวกันระบบซอฟต์แวร์ก็ได้พัฒนาขีดความสามารถสูงขึ้นมาก มีโปรแกรมสำเร็จให้เลือกใช้กันมากทำให้เกิดความสะดวกในการใช้งานอย่างกว้างขวาง





คอมพิวเตอร์ยุคที่ 5
คอมพิวเตอร์ยุคที่ห้า เป็นคอมพิวเตอร์ที่มนุษย์พยายามนำมาเพื่อช่วยในการตัดสินใจและแก้ปัญหาให้ดียิ่งขึ้น โดยจะมีการเก็บความรอบรู้ต่าง ๆ เข้าไว้ในเครื่อง สามารถเรียกค้นและดึงความรู้ที่สะสมไว้มาใช้งานให้เป็นประโยชน์ คอมพิวเตอร์ยุคนี้เป็นผลจากวิชาการด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ประเทศต่างๆ ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศในทวีปยุโรปกำลังสนใจค้นคว้าและพัฒนาทางด้านนี้กันอย่างจริงจัง


หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

การทำงานของคอมพิวเตอร์
เครื่องคอมพิวเตอร์มีขั้นตอนการทำงาน 3 ขั้นตอน คือ
1. รับโปรแกรมและข้อมูล โปรแกรมในที่นี้ หมายถึง ชุดของคำสั่งที่จะให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ส่วนข้อมูล อาจเป็นตัวเลขหรือตัวหนังสือก็ได้ ที่ต้องการให้คอมพิวเตอร์ทำการประมวลผล
2. การประมวลผล หมายถึง การจัดระเบียบแบบแผนของข้อมูล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ซึ่งทำได้โดยการคำนวณ
เปรียบเทียบ วิเคราะห์โดยใช้สูตรทางวิทยาศาสตร์ หรือ คณิตศาสตร์ โดยอาศัยคำสั่งหรือโปรแกรมที่เขียนขึ้น
3. แสดงผลลัพธ์ คือ การนำผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลเสร็จเรียบร้อย แสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ ที่ผู้ใช้เข้าใจ และนำไปใช้ประโยชน์ได้








วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ประเภทของสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ

ประเภทของสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ


EIS เป็นระบบสารสนเทศประเภทหนึ่งของ DSS ที่สนับสนุนการทำงานของผู้บริหารระดับโดยเฉพาะเรื่องที่มีความสำคัญต่อองค์การหรือเรื่องทิศทางการดำเนินงานขององค์การ โดยทำการเข้าถึงสารสนเทศและรายงานต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็ว EIS มีการออกแบบที่ง่ายต่อการใช้ (user friendly) โดยมีการใช้รูปกราฟฟิคในการออกแบบหน้าจอ

GDSS เป็นระบบสารสนเทศประเภทหนึ่งของ DSS ซึ่งมีลักษณะเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะโต้ตอบได้ (interactive) ในการสนับสนุนงานแก้ไขปัญหาที่ไม่มีโครงสร้าง สำหรับผู้ตัดสินใจที่ทำงานกันเป็นกลุ่ม (De Santi & Gallespe, 1987) เป้าหมายของ GDSS คือการปรับปรุงประสิทธิภาพการประชุมและการตัดสินใจ หรือทั้งสองอย่าง โดยการช่วยสนับสนุนการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นภายในกลุ่ม ช่วยกระตุ้นความคิด ระดมความคิด และการแก้ปัญหาความขัดแย้ง


ความแตกต่างของระบบ EIS และ ระบบ GDSS

ระบบของ GDSS จะเน้นออกแบบไปในทางที่ประชากรเป็นกลุ่มๆ ทางด้านความสามารถนั้น
จะต้องหาบุคลากรที่มีความชำนาญในด้านนี้พอสมควร ในด้านข้อมูลถือว่ามีความละเอียดสูงโดยจะได้รับความคิดเห็นได้หลากหลาย แล้วนำข้อเสนอหรือความคิดเห็นมาปรับปรุงแก้ไขได้

ส่วนของระบบ EIS จะเน้นไปในทางของผู้บริหารเพียงอย่างเดียว ข้อมูลที่ได้มีความรวดเร็วเป็นสถานการณ์ปัจจุบัน โดย จะสามารถวิเคราะห์แนวโน้มในภายภาคหน้าได้ ซึ่งเป็นระบบสำคัญให้กับองค์กรหรือบริษัทของผู้บริหารเป็นอย่างดี เป็นตัวช่วยในหารตัดสินใจที่ดี




ที่มา : http://elearning.northcm.ac.th/mis/content.asp?ContentID=74&LessonID=10

โปรแกรม DSS

โปรแกรมระบบสนับสนุนการตัดสินใจเตือนภัยน้ำท่วม (DSS)

1. ตรวจวัดอากาศจากสถานีตรวจอากาศอัตโนมัติ (AWS)

2. การสื่อสารเพื่อรวบรวมข้อมูล ผลการตรวจอากาศและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อการคาดหมาย แบ่งย่อยเป็นตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

2.1 ผลการตรวจอากาศจากสถานีตรวจอากาศอัตโนมัติ (AWS) ส่งผ่านระบบ GPRS ไปยังคอมพิวเตอร์หลัก (Web Server) โดยที่การตรวจอากาศจากสถานีตรวจอากาศอัตโนมัติจะทำการรายงานทุกๆ 5 นาที

2.2 การวิเคราะห์ผลการตรวจอากาศที่ได้จากขั้นตอนแรกโดยการกำหนดค่าวิกฤตของพารามิเตอร์ทางอุตุนิยมวิทยาแต่ละตัว เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงของพารามิเตอร์ทางอุตุนิยมวิทยา และแสดงเสถียรภาพของบรรยากาศเป็นปัจจัยสำคัญในการเกิดฝนตกหนัก

2.3 การคาดหมายการเปลี่ยนแปลง และการเคลื่อนที่ของตัวระบบลมฟ้าอากาศที่วิเคราะห์ได้ในขั้นตอนที่สอง โดยใช้วิธีทฤษฎีโครงข่ายใยประสาทเทียม (ANN) เป็นเครื่องมือในการพยากรณ์อากาศ

2.4 การออกคำพยากรณ์ช่วงเวลาและบริเวณที่ต้องการ โดยพิจารณาจากตำแหน่งและความรุนแรงของระบบลมฟ้าอากาศที่ได้ดำเนินการไว้แล้ว

3. การส่งคำพยากรณ์อากาศไปยังสื่อมวลชนเพื่อเผยแพร่ต่อไปสู่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย และส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไปตามความเหมาะสม เช่น การป้องกัน และบรรเทาภัยพิบัติ

ความคิดเห็น 
ช่วยในการตัดสินใจเวลาเกิดวิกฤตกาารณ์น้ำท่วม ทำให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชน สามารถอพยพออกจากพื้นที่ได้ทัน มีประโยชน์เป็ฯอย่างมาก

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ระบบสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ


ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ คืออะไร

DSS เป็นซอฟแวร์ที่ช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการ การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างตัวแบบที่ซับซ้อน ภายใต้ซอฟต์แวร์เดียวกัน นอกจากนั้น DSSยังเป็นการประสานการทำงานระหว่างบุคลากรกับเทคโนโลยีทางด้านซอฟต์แวร์ โดยเป็นการกระทำโต้ตอบกัน เพื่อแก้ปัญหาแบบไม่มีโครงสร้าง และอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ใช้ตั้งแต่เริ่มต้นถึงสิ้นสุดขั้นตอนหรืออาจกล่าวได้ว่า DSS เป็นระบบที่โต้ตอบกันโดยใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อหาคำตอบที่ง่าย สะดวก รวดเร็วจากปัญหาที่ไม่มีโครงสร้างที่แน่นอน ดังนั้นระบบการสนับสนุนการตัดสินใจ จึงประกอบด้วยชุดเครื่องมือ ข้อมูล ตัวแบบ (Model) และทรัพยากรอื่นๆ ที่ผู้ใช้หรือนักวิเคราะห์นำมาใช้ในการประเมินผลและแก้ไขปัญหา ดังนั้นหลักการของDSS จึงเป็นการให้เครื่องมือที่จำเป็นแก่ผู้บริหาร ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีรูปแบบที่ซับซ้อน แต่มีวิธีการปฏิบัติที่ยืดหยุ่น DSS จึงถูกออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่เพียงแต่การตอบสนองในเรื่องความต้องการของข้อมูลเท่านั้น

ลักษณะของ DSS

1) ระบบสารสนเทศที่ใช้สำหรับการสนับสนุนผู้ตัดสินใจทางการบริหารทั้งที่เป็นตัวบุคคลหรือกลุ่ม โดยการตัดสินใจนั้นจะเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่มีลักษณะเป็นแบบ ไม่มีโครงสร้าง (unstructured situations) โดยจะมีการนำวิจารณญาณของมนุษย์กับข้อมูล จากคอมพิวเตอร์มาใช้ประกอบในการตัดสินใจ
2) ระบบ DSS ช่วยในการตอบสนองความต้องการที่ไม่ได้คาดการณ์มาก่อนโดยผู้ใช้สามารถปรับข้อมูลใน DSS ได้ตลอดเวลาเพื่อจัดการกับเงื่อนไขต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยใช้การวิเคราะห์ที่เรียกว่า Sensitivity Analysis
3) ช่วยในการตัดสินใจที่ต้องการความรวดเร็วสูง เพื่อใช้ประกอบในการกำหนดกลยุทธ์ในการแข่งขัน ดังนั้น DSS จึงมีลักษณะการโต้ตอบได้ (interactive)
4) เสนอทางวิเคราะห์ในทางเลือกต่างๆ ในสถานการณ์ที่มีความซับซ้อน
5) จัดการเก็บข้อมูลซึ่งมาจากหลายแหล่งได้ ทั้งภายในและภายนอกหน่วยงาน
6) นำเสนอได้ทั้งรายงานที่เป็นข้อความและกราฟฟิค
ประโยชน์ของ DSS

1) ช่วยในการตัดสินใจในของผู้ใช้ในการที่จะทำการต่างๆ
2) ทำให้เราสามารถดูข้อมูลของสิ่งที่เราสนใจได้ ก่อนที่จะทำการตัดสินใจ

ส่วนประกอบของ DSS

มีส่วนประกอบที่สำคัญ 3 ประการ
1) การจัดการข้อมูล (Data management) ประกอบด้วย ฐานข้อมูลและวิธีการดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในการตัดสินใจมาใช้
2) การติดต่อระหว่างผู้ใช้และคอมพิวเตอร์ (User interface) การติดต่อระหว่างผู้ใช้และคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถสื่อสารและสั่งงานระบบ DSS ได้
3) การจัดการโมเดล (Model management) ซึ่งประกอบด้วยซอฟต์แวร์ด้านการเงิน สถิติ หรือโมเดลเชิงปริมาณอื่นๆ ซึ่งมีความสามารถในการวิเคราะห์
4) การจัดการกับความรู้ (Knowledge management) เป็นระบบที่ช่วยป้อนความรู้ เพื่อช่วยแก้ปัญหาเฉพาะ DSS บางประเภทเท่านั้น

วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์


 ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์
1. คัดเลือกหัวข้อโครงงานที่สนใจ
          2. ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล
          3. จัดทำเค้าโครงของโครงงาน
          4. การลงมือทำโครงงาน
          5. การเขียนรายงาน
          6. การนำเสนอและแสดงโครงงาน


1. การคัดเลือกหัวข้อโครงงานที่สนใจทำ
โดยทั่วไปเรื่องที่จะนำมาพัฒนาเป็นโครงงานคอมพิวเตอร์ มักจะได้มาจากปัญหา คำถาม หรือความสนใจในเรื่องต่าง ๆ จากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว นักเรียนสามารถจะศึกษาการได้มาของเรื่องที่จะทำโครงงาน การอ่านค้นคว้า การไปเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ การฟังบรรยาย รายการวิทยุโทรทัศน์ สนทนาอภิปราย กิจกรรมการเรียนการสอน งานอดิเรก การเข้าชมงานนิทรรศการหรืองานประกวดโครงงานคอมพิวเตอร์ ในการตัดสินใจเลือกหัวข้อที่จะนำมาพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ ควรพิจารณาองค์ประกอบสำคัญดังนี้


- จะต้องมีความรู้และทักษะพื้นฐานอย่างเพียงพอในหัวข้อเรื่องที่จะศึกษา
- สามารถจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องได้
- มีแหล่งความรู้เพียงพอที่จะค้นคว้าหรือขอคำปรึกษา
- มีเวลาเพียงพอ
- มีงบประมาณเพียงพอ
- มีความปลอดภัย

2. ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล
รวมถึงการขอคำปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิช่วยจะช่วยให้นักเรียนได้แนวคิดที่ใช้ในการกำหนดของเขตของเรื่องที่จะศึกษาได้เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น รวมทั้งความรู้เพิ่มเติมในเรื่งที่จะศึกษาจนสามารถใช้ออกแบบและวางแผนดำเนินการทำโครงงานนั้นได้อย่างเหมาะสมในการศึกษาค้นคว้าดังกล่าว นักเรียนจะต้องบันทึกสรุปสาระสำคัญไว้ด้วย
จะต้องพิจารณาดังนี้ มูลเหตุจูงใจและเป้าหมายในการทำ วัสดุอุปกรณ์ ความต้องการของผู้ใช้งานและคุณลักษณะของผลงาน (Requirement and Specification) วิธีการประเมินผล วิธีการพัฒนา ข้อสรุปของโครงงาน ความแปลกใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ แนวทางในการปรับปรุงหรือขยายการทดลองจากงานเดิม


3. การจัดทำเค้าโครงของโครงงานที่จะทำ จำเป็นต้องกำหนดกรอบแนวคิดและวงแผนการพัฒนาล่วงหน้าเพื่อคาดการณ์ความเป็นไปได้ของโครงงาน ขั้นตอนที่สำคัญคือ ศึกษาค้นคว้าเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูล ออกแบบการพัฒนา เสนอเค้าโครงของโครงงานต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อขอคำแนะนำและปรับปรุงแก้ไข

4. การลงมือทำโครงงาน เมื่อเค้าโครงได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการพัฒนาตามขั้นตอนที่ได้วางแผนไว้ดังนี้ เตรียมการ ลงมือพัฒนา ตรวจสอบผลงานและแกไข อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ แนวทางในการพัฒนาโครงงานในอนาคต

5. การเขียนรายงาน เป็นสื่อความหมายเพื่อให้ผู้อื่นได้เข้าใจแนวความคิด วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า ข้อมูลที่ได้ ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงงานนั้น ในการเขียนควรใช้ภาษาที่อ่านเข้าใจได้ง่าย ชัดเจน กระชับ และตรงไปตรงมาให้ครอบคลุมหัวข้อต่าง ๆ

6. การนำเสนอและการแสดงผลงานของโครงงาน เป็นการนำเสนอเพื่อแสดงออกถึงผลิตผลของความคิด ความพยายามในการทำงานที่ผู้ทำโครงงานได้ทุ่มเท และเป็นวิธีที่ให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจในโครงงานนั้น ในการเสนออาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น ติดโปสเตอร์ การรายงานตัวในที่ประชุม การแสดงผลงานด้วยสื่อต่าง การจัดนิทรรศการ การอธิบายด้วยคำพูด

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ตัวอย่างโครงงาน


รายละเอียดโครงงาน
ชื่อโครงงาน

ระบบคำถามคำตอบสำหรับวิกิพีเดียภาษาไทย

ชื่อผู้ทำโครงงานวิทวัส จิตกฤตธรรม
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษารศ. ดร. ธนารักษ์ ธีระมั่นคง 
สถาบันการศึกษาสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
ระดับชั้นปริญญาตรี 
หมวดวิชาคอมพิวเตอร์ 
วัน/เดือน/ปี ทำโครงงานไม่ระบุ
บทคัดย่อ
เครื่องมือช่วยค้นหาข้อมูล (Search engine) ในปัจจุบันไม่ได้ตอบสนองคำค้นของผู้ใช้โดยตรง เพียงแต่แสดงให้ผู้ใช้เห็นว่า คำค้นของผู้ใช้นั้นเกี่ยวข้องและพบมากในเอกสารใดบ้าง ซึ่งผู้ใช้ต้องนำผลลัพธ์รายการเอกสารที่ได้มาอ่านและกรองข้อมูลด้วยตนเองเพื่อหาคำตอบที่ต้องการ ระบบคำถามคำตอบเป็นระบบที่รับคำถามที่อยู่ในรูปของประโยคภาษามนุษย์จากผู้ใช้และคืนคำตอบที่กระชับ ในระบบที่พัฒนาขึ้นนี้ได้ใช้สารานุกรมออนไลน์ วิกิพีเดียภาษาไทยเป็นฐานความรู้สำหรับตอบคำถาม โดยระบบสามารถสกัดข้อมูลที่มีโครงสร้างจากเอกสารต่างๆ ที่อยู่ในสารานุกรมและนำมาเก็บอยู่ในรูปของ Resource Description Framework (RDF) ระบบใช้วิธีค้นคืนคำตอบ 2 วิธี คือ 1. แปลงคำถามให้อยู่ในรูปคำค้นภาษา SPARQL โดยเทียบคำถามกับรูปแบบที่มีอยู่แล้วและดึงข้อมูลจากฐาน RDF โดยตรง ซึ่งคำตอบที่ได้มักจะเป็นคำสั้นๆ 2. ใช้เทคนิคการค้นคืนสารสนเทศ (Information Retrieval) เมื่อไม่สามารถแปลงคำถามให้เป็นคำค้น SPARQL ได้ ระบบจะสกัดคำสำคัญ (keyword) จากคำถามของผู้ใช้ และค้นคืนจากดัชนี (index) ของเอกสารวิกิพีเดียที่เตรียมไว้แล้ว โดยจะพยายามเลือกช่วงข้อความที่สั้นที่สุดและมีคำสำคัญในประโยคคำถามมาเป็นคำตอบ คำตอบที่ได้จากวิธีที่สองมักจะเป็นช่วงข้อความสั้นๆ ระบบที่พัฒนาขึ้นสนับสนุนคำถาม 5 ประเภท คือ คำถามเกี่ยวกับบุคคล คำถามเกี่ยวกับองค์กร คำถามเกี่ยวกับสถานที่ คำถามเกี่ยวกับตัวเลขเชิงปริมาณ และคำถามเกี่ยวกับเวลา

สรุป
โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างระบบคําถามคําตอบ (Question Answering System) ที่สามารถใช้งานได้จริงสาหรับวิกิพีเดียภาษาไทยระบบคําถามคําตอบเป็นประเภทหนึ่งขอระบบคนค้นสารสนเทศ (Information Retrieval) โดยคําค้นที่ผู้ใช้ป้อนให้แก่ระบบจะอยู่ในรูปของคําถามที่เป็นภาษามนุษย์ เช่น “สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเกิดขึ้นในปีใด” เป็นต้น ระบบจะ พยายามทําความเข้าใจคําค้นของผู้ใช้และสัดส่วนหนึ่งของข้อความ ประโยคหรือย่อหน้าที่น่าจะเป็นคําตอบจากเอกสารทั้งหมดที่มีอยู่ผลลัพธ์ที่คืนแก่ผู้ใช้จะเป็นเพียงข้อความสั้นๆที่มีความเฉพาะเจาะจง ไม่ใช่รายการของเอกสารดังเช่นกรณีของ
เครื่องมือช่วยค้นหาข้อมลทั่วๆไป ประโยชน์ของโครงการนอกจากจะเป็นการสนับสนุนการเข้าถึงสื่อการเรียนรู้อย่างวิกิพีเดียสําหรับเด็กและเยาวชนแล้วองค์ความรู้และข้อมูลที่เป็นโครงสร้างต่างๆในวิกิพีเดีย

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/project/view/633


วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2557

กิจกรรม-โครงงานคอมพิวเตอร์

1.โครงงานคอมพิวเตอร์ หมายถึงอะไร?
ตอบ    กิจกรรมการเรียนที่นักเรียนมีอิสระในการเลือกศึกษาปัญหาที่ตนสนใจโดยจะต้องวางแผนการดำเนินงาน ศึกษา พัฒนา โปรแกรม โดยใช้ความรู้ทางคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องตลอดจนทักษะพื้นฐานในการพัฒนา

2.โครงงานคอมพิวเตอร์ มีกี่ประเภท อะไรบ้าง ?
ตอบ    มี 5 ประเภท
1.โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา
2.โครงงานพัฒนาเครื่องมือ
3.โครงงานประเภทการทดลองทฤษฎี
4.โครงงานประเภทการประยุกต์ใช้งาน
5.โครงงานพัฒนาเกม

3.ตัวอย่างโครงงานคอมพิวเตอร์ ยกตัวอย่าง 2 โครงงาน
ตอบ   วจีวิภาคสมุทร SEA Parsing
      เครื่องมือเอแจ็กซ์สำหรับพัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน

คำศัพท์คอมพิวเตอร์


 1.Format = รูปแบบ
 2.auxiliary storage : หน่วยเก็บช่วย หน่วยเก็บรอง
 3.background processing : การประมวลผลส่วนหลัง
 4.backup : การสำรอง
 5.BASIC : ภาษาเบสิก
 6.batch processing : การประมวลผลแบบกลุ่ม
 7.Cursor = แสงกระพริบบอกตำแหน่ง
 8.Data = ข้อมูล
 9.Source = แหล่งกำเนิดข่าวสาร
10.Sink = จุดหมายปลายทางของสาร
11.Medium Data = สื่อกลางนำข้อมูล
12.Protocol = โปรโตคอล
13.Copy = คัดลอก
14. Delete = ลบข้อมูล
15.Open = เปิดเอกสาร
16.File = ที่เก็บเอกสาร
17.Minimize = ย่อขนาดเล็กสุด
18.Maximize = ขยายใหญ่สุด
19.Symbol = เครื่องหมาย
20.GPS = สัญญาณแผนที่บนโลก
21.Password = รหัสผ่าน
22.E-card = บัตรอวยพร
23.Theme = หัวข้อเรื่อง
24.Wan = ข่ายงานบริเวณกว่าง
25.Web page = หน้าเว็บ
26.Sticker = ฉลากติด
27.Folder = แฟ้มเก็บงาน
28.Access Point = ตำแหน่งที่เข้าถึงสัญญาณ
29.Document = เอกสาร
30.Explorer = นักสำรวจ
31.Hyperlink = การเชื่อมโยงหลายมิติ
32.Normal = ปกติ ธรรมดา
33.Internet = ระบบเครือข่ายขนาดใหญ่
34.Border = ชายแดน ขอบ ริม
35.Card = บัตร แผ่นวงจร
36.Restore = ฟื้นฟู ซ่อมแซม
37.Engine = เครื่อง ประมวลผล
38.Computer = คอมพิวเตอร์
39.Software = ชุดคำสั่งหรือโปรแกรม
40.Hardware = อุปกรณ์เชื่อมต่อภายนอก
41.Input unit = หน่วยรับเข้า
42.Output unit = หน่วยส่งออก
43.Main Memory unit = หน่วยความจำหลัก
44.Secondary memory unit = หน่วยความจำรอง
45.Keyboard = แป้นพิมพ์
46.Word = คำหรือคำศัพท์
47.Ram = เก็บข้อมูลและโปรแกรม
48.Online = การติดต่อ
49.Upload = การโหลดข้อมูล
50.Network = เครือข่าย

วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2557

บริการต่างๆบนอินเทอร์เน็ต


1. E-mail
ความหมาย
ย่อมาจาก electronic mail (แปลว่า ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์) หมายถึงการสื่อสารหรือการส่งข้อความ โน้ต หรือบันทึกออกจากคอม พิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ผ่านไปเข้าเครื่องปลายทาง (terminal) หรือเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งโดยส่งผ่านทางระบบเครือข่าย (network) ผู้ส่งจะต้องมีเลขที่อยู่ (e-mail address) ของผู้รับ และผู้รับก็สามารถเปิดคอมพิวเตอร์เรียกข่าวสารนั้นออกมาดูเมื่อใดก็ได้ โดยปกติ จะไม่มีการพิมพ์ข้อความหรือข่าวสารนั้นลงแผ่นกระดาษ นับว่าเป็นการประหยัดกระดาษไปได้ส่วนหนึ่ง โดยทั่วไป ถือกันว่าเป็นงานส่วนหนึ่งของสำนักงานอัตโนมัติ (office automation) ปัจจุบันได้รับความนิยมเป็นอันมาก

ที่มา : www.google.co.th
          www.wikipedia.org
          http://support.tarad.com/help/2244


2. Social Network
ความหมาย
Social Network หมายถึง สังคมออนไลน์ที่จะช่วยให้คุณหาเพื่อนบนโลกอินเทอร์เน็ตได้ง่ายๆ เราสามารถที่จะสร้างพื้นที่ส่วนตัวขึ้นมา และได้ทำความรู้จักกับเพือนหรือคนอื่นๆ และยังสามารถแนะนำตัวเองได้เช่น Hi5,Friendster,MySpace,FaceBook,Orkut,Bebo,Tagged เป็นต้น 

Facebook
Hi5
ที่มา :http://info.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=31&id=18103#

3. Chat
ความหมาย
แชท (Chat) คือการพูดคุยออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยอาจใช้โปรแกรมแตกต่างกันไปค่ะ เช่น MSN, Google talk, Yahoo Messenger, Skype
Chat Room (ห้องสนทนา) คือ การสนทนาออนไลน์อีกประเภทหนึ่ง ที่มีการส่งข้อความถึงกัน โต้ตอบกันได้อย่างรวดเร็วแม้ไม่ได้อยู่ในสถานที่เดียวกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ในทันที ไม่จำกัดอายุและเพศ ซึ่งการเข้าไปสนทนาเราจำเป็นต้องเข้าไปในเว็บไซต์ที่ให้บริการห้องสนทนาเช่น www.sanook.com, www.pantip.com เราสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนได้ ไม่ว่าจะเพื่อความรู้ หรือบันเทิง

Line

ที่มา : http://krupichit.wordpress.com/2010/06/03/%E0%B9%81%E0%B8%8A%E0%B8%97-chat-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/

วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เว็บ เบราเซอร์ (Web Browser)







1.นักเรียนใช้ Internet สำหรับทำอะไร ให้นักเรียนตอบมา 10 อย่าง 
ตอบ      1.สามารถติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นทั่วโลก

2.สามารถค้นหาข้อมูลต่างๆได้เสมือนกับเราไปนั่งอยู่ที่ห้องสมุดขนาดใหญ่ได้ข้อมูลมากมายจากทั่วทุกมุมโลก

3.เปรียบเสมือนเวที่ให้เข้าไปแสดงความคิดเห็นได้ภายในห้องสนทนา(chat room) และกระดานข่าว(Web room) เป็นการเปิดโลกกว้างและวิสัยทัศน์ในเรื่องที่น่าสนใจ

4.สามารถติดตามเคลื่อนไหวจากข่าวสารทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

5.สามารถเปิดการค้าได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องหาที่จัดตั้งร้านหรือพนักงานบริการ แต่สามารถทำการค้าได้ด้วยตัวเองคนเดียว

6.สามารถซื้อสินค้า โดยไม่ต้องเดินทางไปยังร้านค้า ซื้อผ่านทางเว็บไซต์ที่ให้บริการ การชำระเงินก็สะดวก เช่น ชำระผ่านบัตรเครดิต การหักเงินผ่านบัญชีธนาคาร

7.สามารถรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์(E-mail) เป็นการส่งจดหมายที่ไม่ต้องเสียค่าบริการและรับส่งจดหมายได้ภายในและภายนอกประเทศ นอกจากจดหมายที่เป็นข้อความแล้ว ยังส่งบัตรอวยพรในเทศการต่างๆได้อีก

8.สามารถอ่านนิตยสาร หนังสือพิมพ์ บทความ และเรื่องราวต่างๆได้ฟรีเหมือนกับเราซื้อหนังสือฉบับนั้นมาอ่านเอง

9.สามารถติดประกาศข้อความต่างๆที่ต้องการประกาศให้ผู้อื่นทราบได้ เช่น ประกาศขายบ้าน ประกาศสมัครงาน ประกาศขอความช่วยเหลือ

10.มีของฟรีอีกมากมายที่สามารถใช้บริการได้จากอินเทอร์เน็ต เช่น ภาพ เพลง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ดูหนัง เกม

ที่มา: http://www.l3nr.org/posts/460787 

2. เว็บเบราเซอร์(Web Browser) หมายถึงอะไร ?
ตอบ          
                เว็บเบราว์เซอร์ (web browser) เบราว์เซอร์ หรือ โปรแกรมเรียกดูเว็บไซต์ คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลและโต้ตอบกับข้อมูลสารสนเทศที่จัดเก็บในหน้าเวบที่สร้างด้วยภาษาเฉพาะ เช่น ภาษาเอชทีเอ็มแอล (html) พีเอชพี (php) ที่จัดเก็บไว้ที่ระบบบริการเว็บหรือเว็บเซิร์ฟเวอร์ หรือระบบคลังข้อมูลอื่นๆ โดยโปรแกรมค้นดูเว็บเปรียบเสมือนเครื่องมือในการติดต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่าเวิลด์ไวด์เว็บ (www)

ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/เว็บเบราเซอร์

3.ยกตัวอย่างเว็บเบราเซอร์มา 4 โปรแกรม (พร้อมรูปภาพ) 
ตอบ

1. Google Chrome
2. Opera
3. Safari

4. Mozilla Firfox







วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

แนะนำตัว

ชื่อ จิรายุส ปฐวีศรีสุธา
ชื่อเล่น ทาม
วันเกิด 2 เมษายน พ.ศ.2541
งานอดิเรก ฟุตบอล